International Business Times Thailand

Wednesday
Mar 10th
Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Home

คำต่อคำ รมว.คลังจีน ทำไมต้องมีกองทุนการเงินอาเซียน?

E-mail Print PDF
ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 (ASEAN+3 Finance Ministers’ Meeting: AFMM+3) ครั้งที่ 12 ซึ่งจัดขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่าง วันที่ 2 – 3 พ.ค. 2552 ที่ผ่านมา วาระสำคัญที่น่าจับตาคงหนีไม่พ้นวาระการจัดตั้งกองทุนการเงินอาเซียน ที่ขยายผลมาจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือน พ.ค. 2543 อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Chiang Mai Initiative หรือ ที่เรียกกันว่าความริเริ่มเชียงใหม่ โดยในการประชุมครั้งนั้นได้บรรลุข้อตกลงในหลักพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมทั้งตกลงที่จะดำเนินการให้เป็นผลภายในสิ้นปี 2552 
                     

กอง ทุนการเงินอาเซียน ได้ถูกกำหนดกรอบวงเงินไว้รวม 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสามประเทศนอกกลุ่มอาเซียนคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะเป็นผู้ลงเงินหลัก คิดเป็นสัดส่วนรวมร้อยละ 80 ของวงเงินทั้งหมด (จีน 38,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 32 ญี่ปุ่น 38,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 32 และเกาหลีใต้ 19,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 16) ส่วนกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นผู้ลงเงินในอีกร้อยละ 20 ที่เหลือ ประเทศจีนในฐานะที่เป็นผู้ลงเงินหลักในกองทุนฯ จะมีความเห็นอย่างไรต่อการจัดตั้งกองทุนฯ นี้ นายเซี่ยสวี้เหริน (Xie Xuren) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งประเทศจีน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2552 ดังนี้              

ถาม: กองทุนการเงินอาเซียนจะมีประโยชน์อย่างไรต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้?
ตอบ: กองทุนฯ มีประโยชน์ในการช่วยคุ้มครองเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในภูมิภาคนี้ให้ เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ ประการแรก ในภาพรวมของทั้งภูมิภาค กองทุนฯ นี้จะเป็นแหล่งเงินในนามของประเทศสมาชิก นับเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินให้กับภูมิภาคอาเซียน ประการที่สอง ในแง่ของการใช้เงินในกองทุนฯ ประเทศสมาชิกที่มีความเดือดร้อนสามารถรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากกอง ทุนฯ ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหรือเป็นแหล่งเงินสนับสนุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากกอง ทุนการเงินระหว่างประเทศเช่น IMF หรือกองทุนอื่นๆ และประการที่สาม การจัดตั้งกองทุนฯ ยังเป็นการยกระดับให้มีการสอดส่องดูแลสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ           

ถาม: การจัดตั้งกองทุนการเงินอาเซียนมีบทบาทอย่างไรในเวทีการเงินโลก?
ตอบ: ตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า กองทุนฯ มีประโยชน์ในการช่วยคุ้มครองเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในภูมิภาคนี้ให้ เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ และเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติมนอกจากกองทุนระหว่างประเทศอื่นๆ ซึ่งการที่ประเทศในแถบอาเซียนมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก็จะมีผลส่งเสริมให้เศรษฐกิจโลกมั่นคง นอกจากนี้ ที่ประชุมเชื่อว่า บทบาทของประเทศสมาชิกที่ออกมาในรูปแบบของกองทุนฯ จะสามารถแสวงหาความร่วมมือในด้านต่างๆ ในเวทีการเงินโลกได้มากขึ้น                    

ถาม: ในฐานะประเทศสมาชิกสำคัญ ประเทศจีนมีบทบาทในด้านการเงินการคลังของภูมิภาคอาเซียนอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญต่อประเทศในภูมิภาคอาเซียนมาโดยตลอด และมีความร่วมมือด้านการเงินระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปลายปี 2551 เป็นต้นมา จีนได้ทำข้อตกลงสวอปเงินหยวนภายใต้กรอบความริเริ่มเชียงใหม่กับประเทศสมาชิก อาเซียน+3 หกประเทศคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นมูลค่ารวม 23,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการส่งเสริมการค้าภายใต้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และจีนยังผู้ผลักดันสำคัญในการส่งเสริมให้มีตลาดหลักทรัพย์อาเซียนอีกด้วย                

ถาม: ความร่วมมือทางการเงินการคลังของประเทศในภูมิภาคอาเซียนในอนาคตจะพัฒนาไปในทิศทางใด?
ตอบ: ผลจากการที่ประเทศสมาชิกมีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้น รวมทั้งมีระบบเศรษฐกิจที่รวมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ส่งผลให้ความร่วมมือด้านการเงินการคลังมีความลึกซึ้งและหลากหลายขึ้น เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียขึ้นในช่วงระหว่างปี 2540-2541 ประเทศในแถบอาเซียนก็มีความสัมพันธ์ทางการเงินการคลังที่เด่นชัด ความริเริ่มเชียงใหม่ เป็นความพยายามของประเทศอาเซียนที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งคิดหาแนวทางป้องกันไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นอีก ซึ่งความตกลงในความริเริ่มเชียงใหม่ก็ได้รับการสานต่อและพัฒนามาอย่างต่อ เนื่อง กองทุนการเงินอาเซียนเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ในอนาคต ความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคอาเซียนคงจะเป็นการวางแผนระยะยาวมากกว่าจะ เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะเน้นความร่วมมืออันจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจของภูมิภาคมีความเป็นหนึ่งและ แข็งแกร่งมากขึ้น

เรียบเรียงจาก บทสัมภาษณ์นายเซี่ยสวี้เหริน จากเว็บไซต์สำนักข่าวซินหัว http://news.xinhuanet.com วันที่ 6 พฤษภาคม 2552
โดย น.ส. มลฤดี เอื้อเกิดอารีย์ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน กรุงปักกิ่ง วันที่ 7 พฤษภาคม 2552
Source : www.thaibizchina.com
Last Updated ( Tuesday, 09 June 2009 15:01 )