ทิศทางส่งออกผักผลไม้ไทยยังมีอนาคตสดใส เผยยุโรปแหล่งรองรับใหญ่เพราะนำเข้าผักต่อปีมูลค่าสูงถึง 9 แสนล้านบาท ขณะที่ไทยส่งออกผักไปยุโรปปีละแค่หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนผลไม้ยังมีโอกาสบุกตลาดจีนได้อีกหลายมณฑล
ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท กำแพงแสนคอมเมอเชียล จำกัด ผู้ส่งออกผักสด แช่เย็น รายใหญ่รายหนึ่ง กล่าวในงานสัมมนาทิศทางเกษตรไทย "โอกาสเกษตรไทยในวิกฤติเศรษฐกิจโลก" จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ว่าสำหรับสินค้าผักสดแช่เย็นของไทยยังมีโอกาสส่งออกได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป ที่ปัจจุบันนำเข้าผักสดจากต่างประเทศต่อปีคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 900,000 ล้านบาท ขณะที่ผักสด ของไทยส่งเข้าตลาดแห่งนี้เพียงปีละประมาณ 10,000 ล้านบาทเท่านั้น ยังสามารถที่จะเข้าไปเจาะตลาดเพื่อส่งออกให้เพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อีก
สำหรับการเจาะตลาดผักสดในสหภาพยุโรปนั้น ผู้ส่งออกของไทยควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขอนามัยพืช เนื่องจากยุโรปจัดสินค้าผักผลไม้เป็น หมวดสินค้าพร้อมรับประทาน คือเขาจะไม่นำมาล้างหรือทำความสะอาดก่อนรับประทานเหมือนคนไทย แต่จะหยิบรับประทานทันทีเลย เพราะฉะนั้นหากรับประทานเข้าไปแล้วมีปฏิกิริยาต่อร่างกายจะทำให้สินค้าไทย ได้รับผลกระทบว่ามีปัญหาสุขอนามัยได้และมีผลต่อการนำเข้าได้
"ปัญหาใหญ่การปลูกพืชผักของ ไทยเราทุกวันนี้ นอกจากสารเคมี สารปนเปื้อนต่างๆ แล้ว ปัญหาระบบชลประทานของไทยที่ปัจจุบันน้ำในคลองชลประทานต่างๆ ที่เกษตรกรใช้รดพืชผักไม่ค่อยสะอาด เพราะความไม่มีวินัยของคนไทยที่ปล่อยสิ่งของลงในแม่น้ำลำคลอง หรือการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมลงในคลองมีผลต่อสุขอนามัยของพืชด้วยเช่นกัน"
ด้าน ไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กล่าวว่าสำหรับสินค้าผลไม้ตลาด ส่งออกสดใสเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทุเรียนตลาดจีนมีความต้องการมากปัจจุบันไทยส่งออกทุเรียนไปจีนผ่าน มณฑลกวางตุ้งเป็นส่วนใหญ่ เพราะอัตราภาษีนำเข้าที่ด่านมณฑลกวางตุ้งกับฮ่องกงร้อยละ 0 ขณะที่เมืองอื่นๆ ยังไม่ได้เข้าถึงเพราะยังมีการเก็บภาษีนำเข้า ทั้งที่มีการเปิดเสรีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ภายใต้กรอบอาเซียน-จีน เช่นปักกิ่งยังไปน้อยมากขณะที่ผู้บริโภคจีนในมณฑลอื่นๆ เขามีความต้องการเพราะฉะนั้นรัฐบาลควรจะเจรจาเรื่องอัตราภาษีนำเข้าให้ลดลง
"การแก้ปัญหาผลไม้รัฐบาลมักจะแก้โดยการขยายตลาด แต่สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือการวิจัยพัฒนา ส่งเสริมเกษตรกรผลิตผลไม้นอกฤดูไม่ให้ออกกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะการออกจำนวนมากช่วงเวลาเดียวกันจะทำให้ผู้ซื้อกดราคาลงได้ เรื่องของผลไม้เวลานี้คนที่มีการจัดการดีมีความพร้อมจะได้รับโอกาสที่ดีมีกำไร แต่คนที่จัดการน้อยยังขาดทุนอยู่"
มนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า รอบปี 2551 ที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่ปลูกผลไม้ของ ไทยพื้นที่ปลูกมะม่วงเพิ่มมากที่สุดคือ 108,517 ไร่ ลำไย 25,726 ไร่ ขณะที่พื้นที่ปลุกทุเรียนลดลง 45,390 ไร่ เงาะลดลง 33,521 ไร่ ส้มเขียวหวานลดลง52,123 ไร่ ซึ่งส้มเขียวหวานหากไม่พัฒนาส้มจีนอาจเข้ามาตีตลาดได้
ส่วนปริมาณการส่งออกผลไม้ไทย ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม2552)พบว่าทุเรียนยังส่งออกเพิ่มขึ้น 88% มะม่วง 48% ลิ้นจี่เพิ่มขึ้น 173% มังคุดเพิ่มขึ้น 669% ส้มเขียวหวานลดลง 42% ชนิดผลไม้ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นมีปัจจัยทั้งตลาดต้องการและเป็นช่วงฤดูกาลผลไม้ออกสู่ตลาด
โดย : ฐานเศรษฐกิจ 3 - 6 พ.ค. 52







