ด้วยความหวังที่ว่าหากในอนาคต หรือระยะเวลาอันใกล้นี้ ประเทศในกลุ่มอาเซียน บวก3 มีความต้องการแหล่งเงินทุนเพื่อใช้เสริมสภาพคล่องให้กับประเทศของตน กองทุนนี้จะเป็นแหล่งเงินกู้สำคัญให้กับประเทศสมาชิกได้ เป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับประเทศในกลุ่มสมาชิกในระดับหนึ่ง นั่นเอง ซึ่งผลการประชุมคลังอาเซียน บวก3 ที่ผ่านมาจะนำไปหารือเพื่อขยายผลต่อไปสู่การประชุมอาเซียนซัมมิท ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำไปสู่การตกลงและลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมและร่วมกับผ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปด้วยกันร่วมถกมาตรการฝ่าวิกฤติ
ท่ามกลางวิกฤติของสถาบันการเงิน จนส่งผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย จนทุกๆ ประเทศต้องพยายามหาทางแก้ไขปัญหา หันหน้าเข้าหารือและประสานงานเพื่อร่วมกันหาทางออกให้รอดพ้นจากวิกฤติ เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อวันที่ 21-22 ก.พ.ที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงเป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศเกาหลีใต้จัดงานการประชุมรัฐมนตรีคลัง อาเซียน บวก 3 (ประเทศสมาชิก ร่วมกับ ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) สมัยพิเศษขึ้น ที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งงานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดในประเทศไทย
สำหรับอีก 3 ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และกัมพูชา ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการหรือระดับปลัดกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุม นอกจากนี้ ก็ยังมีเลขาธิการอาเซียนและประธานธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียเข้าร่วมด้วย เพื่อหารือถึงความร่วมมือในด้านการเงินการลงทุน โดยเฉพาะแนวทางความร่วมมือในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย และส่งผลกระทบกับประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน
สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปภายในบริเวณโรงแรมซึ่งจัดการประชุมนั้น มีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศสนใจร่วมทำข่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนการรักษาความปลอดภัย ก็มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นจำนวนมากตั้งแต่ บริเวณปากทางเข้าโรงแรมจนถึงภายในบริเวณที่มีการจัดประชุมด้วย
ผนึกอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว
การประชุมคลังอาเซียน บวก3 สู้วิกฤติ การประชุมรัฐมนตรีคลังวาระพิเศษในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเงินการคลัง ระหว่างประเทศอาเซียน+3 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการป้องกันปัญหาจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกถด ถอย ระบบการเงินขาดเสถียรภาพ และราคาน้ำมันมีความผันผวน และเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ G-20 ที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือน เม.ย.52 นี้ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นตัวแทนของกลุ่มอาเซียนเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อที่ประชุม G-20 ตลอดจนการหารือขยายความร่วมมือตามมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่พหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM) เพื่อเป็นกลไกในการเสริมสภาพคล่องทางการเงินระยะสั้นระหว่างกันจะทำให้เงิน กองทุนเพิ่มขึ้นจาก 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยเดินทางมาร่วมต้อนรับและหารือกับรัฐมนตรี และผู้แทนทุกประเทศ เพื่อตอกย้ำถึงแนวทางความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างกัน ซึ่งจะนำข้อหารือครั้งนี้ไปสู่ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ระบุว่า หัวใจสำคัญของการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน บวก 3 ครั้งนี้ ประกอบด้วย การแสดงออกถึงการขยายความร่วมมือทางด้านการเงินในช่วงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้มี 3 ส่วนที่สำคัญ คือ
1.การร่วมมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ต่างๆ แม้ว่าในปัจจุบันสภาพปัญหาทางด้านการเงินจะไม่เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีระบบที่ดี
2.การต่อยอดจากมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ให้กลายเป็นความร่วมมือพหุภาคี และมีการขยายวงเงินสำรองที่จะเกี่ยวข้อง ซึ่งทางกลุ่มประเทศอาเซียนมีความตั้งใจที่จะเพิ่มวงเงินเป็น 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสูตรที่จะสมทบวงเงินจะเริ่มจากการแบ่งสัดส่วนระหว่างอาเซียนกับ 3 ประเทศ และในกลุ่มอาเซียนก็จะตกลงกันอีกครั้งหนึ่ง
และ 3.การดูลู่ทางที่จะเพิ่มตลาดตราสารในภูมิภาค เพราะเราอาจจะมองเศรษฐกิจโลกที่ไม่สมดุล จะเห็นได้ว่าประเทศในภูมิภาคนี้ค่อนข้างที่จะสะสมเงินสำรองไว้เป็นจำนวนมาก แต่ในที่สุดเงินสำรองเหล่านี้ก็ย้อนไปสู่ภูมิภาคอื่น มากกว่าที่จะมาสนับสนุนขบวนการการลงทุนและพัฒนาในภูมิภาคนี้ได้
ประสานเสียงยี้กีดกันการค้า
ทั้งนี้ สำหรับประเด็นเรื่องการกีดกันทางการค้านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดกันมาตลอด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเวทีของรัฐมนตรีคลังเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นเวทีของผู้นำและโดยเฉพาะเวทีของรัฐมนตรีทางการค้ามากกว่า โดยขณะนี้สิ่งที่ทุกประเทศจะต้องระมัดระวังนั้นจะต้องไม่ให้แต่ละประเทศใช้ มาตรการกีดกันทางการค้า ด้วยความหวังว่าจะนำพาเศรษฐกิจของตัวเองรอดด้วยวิธีนี้ เพราะในที่สุดบทเรียนของวิกฤติเศรษฐกิจโลก หากทุกประเทศทำแบบนี้จะไม่เกิดประโยชน์กับทุกประเทศ
โดยประเทศไทยและประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะเป็นตัวแทนไปประชุม จี 20 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงเดือน เม.ย.52 ซึ่งจะเป็นสัญญาณและเสียงของอาเซียนที่จะส่งเสียงว่า ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ใช้วิธีการแบบนี้ ซึ่งการกีดกันทางการค้านั้น มีทั้งที่ใช้มาตรการทางด้านภาษีและไม่ใช้มาตรการทางด้านภาษี แต่วิกฤติเศรษฐกิจมี 2 รูปแบบที่จะต้องระวัง คือ การเรียกเงินทุนกลับ อาจจะในช่วงที่เกิดไม่เรียกว่าเป็นการกีดกันทางการค้า แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ถูกเรียกเงินทุนกลับ กับเรื่องของค่าเงิน ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศใช้นโยบายการเงินการคลังของตัวเอง โดยมีจังหวะเวลาที่ไม่พร้อมกัน เช่น บางประเทศใช้นโนบายทุ่มเงินและลดดอกเบี้ยก่อน ส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องเฝ้าดู ในเรื่องของค่าเงินจะต้องพยายามดูแลให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดความผันผวน
“การกีดกันทางการค้า นอกจากจะขึ้นภาษีแล้วยังมีสิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือการเคลื่อนย้ายเงิน ทุนจากการเรียกคืนเงินลงทุนของประเทศเจ้าของเงิน ซึ่งจะสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ประเทศที่ถูกเรียกเงินกลับ และจะมีผลต่อเนื่องกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลต่อการค้าและการส่งออก อีกต่อหนึ่ง ดังนั้น การหารือจึงต้องพิจารณาถึงการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวไปในทิศทาง เดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาแม้บางประเทศจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่ากว่าประเทศอื่นเพื่อ ประโยชน์ทางการค้า แต่ก็จะไม่ได้ผลมากนัก” นายกรัฐมนตรี ระบุ
เช่นเดียวกับ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่กล่าวว่า จุดยืนของกลุ่มประเทศอาเซียนบวก 3 ในการประชุมครั้งนี้ คือการต่อต้านนโยบายการกีดกันทางการค้า แต่สำหรับประเทศที่มีมาตรการอยู่แล้วก็ให้อยู่ในจุดเดิมต่อไป โดยจะไม่มีการเพิ่มเติมนโยบายอื่นเข้ามาอีก
ดูแลค่าเงินทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้ ในส่วนของการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศสมาชิกอาเซียน บวก 3 นั้น นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียน ดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่า หากมีการดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันลดค่าเงิน ก็จะไม่เป็นผลดีกับทุกประเทศในภูมิภาคนี้
“อัตราแลกเปลี่ยน ถ้าดูแลไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ผันผวน แต่ถ้าทุกคนพยายามแข่งขันกันดูแลค่าเงิน ก็ไม่มีใครทำสำเร็จ โดยขณะนี้การดูแลค่าเงินของแต่ละประเทศ ใช้นโยบายการเงินการคลังเป็นของตนเอง จังหวะและเวลาไม่พร้อมกัน บางประเทศทุ่มเงิน บางประเทศใช้นโยบายดอกเบี้ย ก็มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน จึงเป็นเรื่องที่ต้องคอยเฝ้าดู และประเมินสถานการณ์มากขึ้น” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ตั้งกองทุนแสน ล.ดอลล์
ภายหลังจากการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน บวก 3 สมัยพิเศษ ปิดฉากลง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย พร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมฯ
โดยนายกรณ์ ระบุว่า การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน บวก 3 ได้ข้อตกลงกรอบการขยายวงเงินมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative) หรือ CMIM จาก 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐโดยยืนยันสัดส่วนการขยายวงเงินกองทุนที่ประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ อยู่ที่ 20% ส่วน 3 ประเทศ เกาหลี จีน และญี่ปุ่น ในสัดส่วน 80%
นอกจากนั้น ได้มีการพูดคุยเพิ่มเติมว่าในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น มีการแบ่งสัดส่วนระหว่าง 5 ประเทศเศรษฐกิจหลัก ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในระบบที่สูงกว่า 5 ประเทศที่เศรษฐกิจเล็กกว่า ในสัดส่วนของ 5 ประเทศเศรษฐกิจหลักของอาเซียนยังคงยึดหลักปฏิบัติเดิม คือการแบ่งสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน ส่วนรายละเอียดของจำนวนเงินที่แต่ละประเทศจะส่งเข้าสมทบกองทุนนั้นจะมีการ หารือกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะมีการนำเสนอในการประชุมอาเซียน ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือน พ.ค.นี้ ด้วย
“ข้อตกลงที่มีความคืบหน้าไปอย่างมาก คือเรื่องของการขยายบทบาทของการริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งจะมีผลอย่างแน่นอนต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก โดยในส่วนของประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงมาก ฉะนั้น เราอาจจะมองไม่เห็นว่าในระยะสั้นการริเริ่มเชียงใหม่จะมีผลต่อเราอย่างไร แต่ความเชื่อมั่นที่การริเริ่มเชียงใหม่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศใน เอเชียจะลดผลที่อาจจะเกิดกับปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ กรณีที่เกิดปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งโดยรวมมีความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงทั้งหมด ทั้งแนวทางการบริหารเศรษฐกิจทางด้านนโยบายการคลัง ในแง่ของแนวทางการจัดตั้งรูปลักษณะของกองทุนขึ้นมาเพื่อดูแลทุกๆ ประเทศในมาตรฐานเดียวกัน ในการสร้างความเชื่อมั่นและการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทุกประเทศใน เอเชีย” นายกรณ์ กล่าว
ขณะที่ สัดส่วนของการลงขันเงินทุนสำรองตามกองทุนริเริ่มเชียงใหม่ นั้น นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ระบุว่า เบื้องต้นคาดว่า 3 ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะลงเงินทุนสำรองในสัดส่วน 80% ของวงเงินรวม คิดเป็น 96,000 ล้านเหรียญ ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนจะลงเงินทุนสำรองในสัดส่วน 20% ของวงเงินรวม คิดเป็น 24,000 ล้านเหรียญ รวมเป็น 120,000 ล้านเหรียญ แต่จะมีการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนระหว่างประเทศกันอย่างไร คงจะต้องขึ้นอยู่กับเงินทุนสำรองของแต่ละประเทศ แต่เชื่อว่าการจัดสรรเม็ดเงินจะอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบที่เท่าเทียม กัน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประชุมครั้งนี้คือความตกลงเพิ่มจำนวนเงินกองทุนดัง กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจะเร่งประสานงานกับประเทศสมาชิก เพื่อนำผลการตกลงเกี่ยวกับการขยายกองทุนเงินสำรองระหว่างประเทศรายงานต่อผู้ นำประเทศต่างๆ ในการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.นี้ ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำไปสู่การตกลงและลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมและเผชิญกับปัญหาร่วมกัน
สำหรับกฎบัตรอาเซียนชุดใหม่นั้น นายสุรินทร์ ระบุว่า หลังจากนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน จะต้องปฏิบัติตามกฎบัตรซึ่งเหมือนกับเป็นแผนภูมิของอาเซียน เพราะใน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนยังไม่มีทิศทางอะไรที่ชัดเจน แต่ในครั้งนี้ ตั้งใจจะสร้างประชาคมอาเซียนร่วมกัน บนเสาหลัก 3 เสา คือ ด้านความมั่นคง และการเมือง ด้านเศรษฐกิจที่จะต้องบูรณาการ สร้าง 10 ระบบเศรษฐกิจให้เป็นหนึ่งเดียว ในจำนวนประชากร 570 ล้านคน รวมทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้ประชาชนในประเทศอาเซียนรู้จักกันมากยิ่งขึ้น รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และกฎบัตรนี้ต้องการที่จะทำให้อาเซียนเป็นของประชาชน ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เรื่องของอาเซียน เป็นเรื่องของผู้นำ นักการทูต รัฐมนตรี แต่ต่อไปนี้ประชาชนจะมีส่วนร่วมและมีพื้นที่เข้ามาแสดงออกและเป็นเจ้าของมาก ขึ้น
ดึงจีน-ญี่ปุ่นฟื้นเศรษฐกิจ
สำหรับการหารือที่ได้จากการประชุมทวิภาคีกับประเทศจีนและญี่ปุ่นนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ระยะหลังมีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน มี.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีมีแผนที่จะเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ส่วนของประเทศญี่ปุ่นก็ได้เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการเมื่อสองสัปดาห์ที่ ผ่านมา ซึ่งจากการประชุมทวิภาคีกับญี่ปุ่นนั้นก็ได้มีการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เรื่องของเศรษฐกิจทั้งการลงทุนและการค้า
ในส่วนของการลงทุนมีการพูดถึงโครงการยกระดับสาธารณูปโภคของไทยหลายๆ โครงการที่อาศัยแหล่งเงินจากองค์กรของรัฐบาลญี่ปุ่น และเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งถึงเจตนาความตั้งใจและความพร้อมของทั้งสอง ฝ่าย ส่วนการค้ามีการพูดถึงประโยชน์ที่ได้จากข้อสัญญาเจซิป้าในอดีต และการพูดถึงในรายละเอียดมาตรการของสัญญาเจซิป้าซึ่งจะมีการหยิบยกมาเพื่อ พิจารณาเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายมากขึ้น
ส่วนกับประเทศจีนนั้นได้มีการพูดคุยถึงความร่วมในมาตรการริเริ่ม เชียงใหม่ เพราะประเทศจีนเป็นพี่ใหญ่หนึ่งในประเทศเอเชียที่จะเดินหน้าไปด้วยความ สำเร็จ นอกจากนั้นยังได้มีการพูดคุยโอกาสที่ทางจีนจะยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วมในการ ขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศของเราด้วย
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้บอกกับทั้งสองประเทศถึงแนวความคิดของไทย ที่จะขยายวงเพิ่มเงินลงทุนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่อยู่ในประเทศไทยและ บริษัทชั้นนำ และเป็นนักลงทุนจากต่างประเทศด้วย ซึ่งก็ได้รับความสนใจ และยืนยันว่านอกจากมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังได้ประกาศมาตรการยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย ด้วยการลงทุนวงเงินเกือบ 2 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ประโยชน์อีกด้านหนึ่งที่สำคัญ คือ การประชุมครั้งนี้จะทำให้เกิดการประสานกันด้านนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมาก ขึ้นทำให้เกิดความร่วมมือมากกว่าต่างคนต่างทำ สำหรับการหารือเรื่องความร่วมมือระยะสั้น ในการประชุมนี้มีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี มารายงานผลกระทบของเศรษฐกิจโลกให้ประเทศสมาชิกได้ฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ รมว.คลัง ประเทศต่างๆ ว่ามีการดำเนินการมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไร
ส่วนของประเทศไทยนั้น ได้รายงานที่ประชุมฯ ว่ามีการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มงบกลางปี 1.16 แสนล้านบาท มาตรการภาษี และมาตรการแผนการกู้เงินต่างประเทศเพื่อเตรียมรองรับความผันผวนที่จะเกิด ขึ้นในอนาคต อีกทั้ง ยังมีแผนระยะยาวที่จะมีการลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศระยะยาวประโยชน์การแลกเปลี่ยนครั้งนี้จะมีค่ามหาศาลมาก เนื่องจาก ขณะนี้ประเทศในภูมิภาคนี้ต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมาก และทุกประเทศทำเหมือนกันหมด เช่น นโยบายการคลังขาดดุล ลดภาษี เร่งการใช้จ่าย
ทั้งนี้ ในที่ประชุมยังได้มีการตกลงร่วมกันว่าจะยกระดับการกู้เงินนี้เป็นแบบพหุภาคี ในลักษณะเป็นการตั้งกองทุน เพื่อให้ความร่วมมือแน่นแฟ้นมากขึ้น ส่วนรายละเอียดจะมีการหารือเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ซึ่งจะไปหารือกันในวาระการประชุม รมว.คลังอาเซียน สมัยปกติ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในกลางเดือน พ.ค. 52 นี้ อีกครั้ง
สำหรับความร่วมมือระยะยาวนั้น ที่ประชุมยังมีการหารือเรื่องการพัฒนาพันธบัตรเอเชีย หรือเอเชียบอนด์ เนื่องจากประเทศอาเซียนบวกสาม มีเงินทุนสำรองมาก ขณะเดียวกันก็มีการกู้เงินมากเพื่อมาพัฒนาประเทศ เช่น ประเทศไทยต้องการกู้สร้างรถไฟฟ้า ลาว ต้องการกู้เงินสร้างเขื่อน กลุ่มประเทศอาเซียนจึงควรคิดหาเครื่องมือให้มีการยืมเงินระหว่างกันได้ ผ่านตลาดเอเชียบอนด์
โดยที่ประชุมคลังอาเซียน บวก3 มีการหารือร่วมกันเพื่อเร่งให้การพัฒนาตลาดเอเชียบอนด์เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อสร้างช่องทางการกู้เงินกันเอง โดยไม่ต้องไปกู้เงินจากสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ที่เป็นเงินจากเอเชียไปลงทุน และเอเชียต้องไปกู้เงินตัวเอง
นอกจากนั้น สำหรับความร่วมกันของอาเซียนเพื่อใช้เงินสกุลเดียวกันเหมือนกันกลุ่มประเทศ ยุโรปต้องถือว่าเป็นเรื่องระยะยาวมากๆ เพราะยุโรปต้องใช้เวลาถึง 50 ปี ซึ่งการเกิดตรงนี้ได้ต้องมีการร่วมมือด้านนโยบายอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องของนโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ที่ต้องเดินไปสู่จุดเดียวกัน
เล็งเพิ่มทุนเอดีบี 200%
ขณะที่ นายชอง ปิแอร์ เอเวอร์บีส์ ผู้อำนวยการ สำนักผู้แทนประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า ในการประชุมประเทศสมาชิกของธนาคารพัฒนาเอเชีย ช่วงเดือน พ.ค.นี้ ได้เตรียมเสนอให้ประเทศสมาชิก 67 ประเทศ เพิ่มทุนให้กับเอดีบีจาก 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้ในการปล่อยกู้และแก้ปัญหาทางการเงินกับประเทศสมาชิกให้มีความ เพียงพอ โดยการเพิ่มทุนจะให้สมาชิกทยอยส่งเงินสมทบในการเพิ่มทุนเพื่อไม่ให้กระทบต่อ งบประมาณของประเทศสมาชิก สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย เห็นว่า รัฐบาลไทยมีความพร้อมและเตรียมการรับมือต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ประเทศไทยถือหุ้นอยู่ 1% อาจต้องเพิ่มทุนให้เอดีบี 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.6 พันล้านบาท โดยทางเอดีบี ยังมีความกังวลว่าการประชุมในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยประเทศสมาชิกต้องนำเรื่องเสนอให้สภาพิจารณาให้เสร็จก่อน จึงคาดไม่ได้ว่าจะดำเนินการเสร็จทันทุกประเทศหรือไม่
สำหรับการเพิ่มทุนให้เอดีบีนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า นอกจากไทยและเอดีบีจะมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งต่อกันแล้ว ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนี้ ไทยและเอดีบีจะกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น เหมือนดังเช่นวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 40 ทั้งนี้ สำหรับขั้นตอนการขอรับความสนับสนุนทางการเงินของไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุนสามัญทั่วไป หรือโครงการที่ขอใช้เงินกู้ จะต้องเป็นตามหลักการและขั้นตอนตามที่กฎหมายไทยกำหนด โดยจะต้องให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรรับรองก่อน อาจจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
ส่วนทางด้านธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี โดยนายฮารุฮิโกะ คุโรดะประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย ระบุว่า บทบาทของธนาคารพัฒนาเอเชียที่ผ่านมาว่า นอกเหนือจากการให้ความสนับสนุนด้านเงินทุนแล้ว ยังให้ช่วยพัฒนาด้านการฝึกอบรมและเพิ่มทักษะด้านการเงิน การคลัง แก่บุคลากรในภูมิภาค ทั้งนี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ยังมีความร่วมมือที่ดียิ่งกับหน่วยงานเพื่อการพัฒนาและหุ้นทุนของญี่ปุ่น อาทิ JICA และ JBIC เพื่อสนับสนุนด้านการเงินในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในภูมิภาค
“การทำงานของประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากชาติสมาชิก และไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญ ที่ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย ถือเป็นหุ้นส่วนและให้ความสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารพัฒนา เอเชีย” ประธานเอดีบี กล่าว
อย่างไรก็ตาม การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือการประชุมอาเซียน บวก3 สมัยพิเศษครั้งนี้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เกี่ยวกับการร่วมมือ ผนึกกำลัง และประสานนโยบายร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก และพัฒนาเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ มั่นคง และจะนำผลการประชุมที่ได้ไปสานต่อในการประชุมระดับผู้นำในกลุ่มประเทศอา เซียน เพื่อเดินหน้าสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคในระยะยาวต่อไป
Source : บ้านเมือง : ทีมข่าวเศรษฐกิจ







