เมื่อ วันที่ 28 พ.ค. 52 คกธ.ยุโรปได้ออกรายงาน (Communication) เรื่อง “Agricultural product quality policy” โดยเป็นเอกสารแนวนโยบายก่อนจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพสินค้า อาหารในอียู เตรียมปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับ Geographical Indication สำหรับสินค้าไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร วางแผนพัฒนา logo ของอียูสำหรับใช้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ และเตรียมจัดทำเอกสารแนวทาง "Good practice" สำหรับการรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้าของเอกชนเพื่อลดความสับสนสำหรับผู้ บริโภค รวมทั้ง การพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำแนวทางสำหรับการติดฉลากสวัสดิภาพสัตว์ การขยายการติดฉลาก Eco label ให้กับอาหารและอาหารสัตว์ รวมทั้งการติดฉลาก carbon foot print ทั้งนี้ รัฐมนตรีเกษตรอียูจะพิจารณาแนวนโยบายนี้ในวันที่ 22-23 มิ.ย. 52 ก่อนที่จะคณะกรรมาธิการยุโรปจะใช้สาระสำคัญในเอกสารนี้เพื่อจัดทำร่างกฎหมาย ของอียูต่อไป
สาระสำคัญของรายงาน สรุปได้ดังนี้
- มาตรการเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าอาหารของอียูในปัจจุบันสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
(1) แบบที่ได้รับใบรับรอง (certification type) ซึ่งใช้กับการรับรองคุณภาพสินค้าอาหารที่มีความซับซ้อน มีคุณสมบัติเฉพาะและได้รับการตรวจสอบมาตรฐานเป็นระยะ (อาทิ รายปี) กับ
(2) แบบที่ได้รับตราฉลาก (labelling type) ซึ่งแสดงคุณสมบัติเฉพาะของสินค้า โดยผู้ผลิตประกาศเองและมีหน่วยงานรัฐควบคุม
- วัตถุประสงค์หลักในการปรับปรุงแนวทางระบุคุณภาพสินค้าอาหารในอียู ได้แก่
(1) การปรับปรุงการสื่อสารระหว่างเกษตรกร ผู้ซื้อ-ค้าปลีก และผู้บริโภค ให้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าอย่างถูกต้อง
(2) การระบุคุณภาพสินค้าอาหารต้องมีความสอดคล้องกัน (ในอียูมีแนวทางในการระบุคุณภาพสินค้าอาหารหลายประเภท หลายระดับ อาทิ ระดับประชาคมยุโรป/ประเทศสมาชิก, ระดับรัฐ/เอกชน)
(3) ลดความซับซ้อน โดยให้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถใช้และเข้าใจความแตกต่างของการติดฉลากระบุคุณภาพสินค้า หรือการรับรองมาตรฐานสินค้าอาหารแบบต่างๆ ได้
- ในการนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอแนวทางพัฒนานโยบายคุณภาพสินค้าอาหาร ดังนี้
(1) Certification type จะกำหนด guideline
(2) Labelling type จะจัดทำ Marketing standards ในอียู
- มาตรฐานคุณภาพสินค้าอาหารที่จะมีการปรับปรุงในอนาคตหลักๆ ประกอบ ด้วย
(1) มาตรฐานด้านตลาด จะพิจารณากำหนดกฎระเบียบบังคับในรูป general basic marketing standard และการติดฉลากสำหรับ place-of-farming
(2) จะปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับ Geographical Indication (GI) ซึ่งในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 แบบ คือ Protected Designation of Origin (PDO) กับ Protected Geographical Indication (PGI) ที่สำคัญคือทำให้ง่ายขึ้น อาทิ รวมกฎระเบียบเกี่ยวกับการจดทะเบียน GI สำหรับสินค้าไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารเข้าไว้ในโครงสร้างเดียวกัน การทำให้ IPR มีความชัดเจนขึ้น การเตรียม guidelines เกี่ยวกับการใช้ GI ในการประชาสัมพันธ์บนฉลากสินค้าในกรณีที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าแปรรูป ส่วนในระดับระหว่างประเทศเสนอให้เพิ่มการคุ้มครองสินค้า GI ของอียูในปท. ที่สามผ่านการทำความตกลงใน WTO และการเจรจาทวิภาคี เพิ่มเรื่อง GI ใน Anti-Counterfeiting trade agreement สินค้า GI จากปท.นอกอียูที่ได้รับการคุ้มครองจากความตกลงทวิภาคีจะได้รับการคุ้มครองในหลักการในอียูด้วย และอาจพิจารณายกเลิกการรับรองคุณภาพสินค้าแบบ “Traditional Specialities Guaranteed” (การจดทะเบียนสินค้าที่ผลิตโดยวิธีที่สืบทอดตามประเพณีและความชำนาญพิเศษ) โดยใช้แนวทางอื่นแทน
(3) เกษตรอินทรีย์ สืบเนื่องจากที่มีปัญหาการแบ่งแยกตลาดในระดับประเทศสมาชิกอียู (รัฐบาลประเทศสมาชิกอียูมี logo หรือมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของตน) คณะกรรมาธิการยุโรปจึงวางแผนจะพัฒนา logo ของอียูซึ่งจะบังคับใช้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกชนิดตั้งแต่ปี 2010 และพยายามจัดทำความตกลงยอมรับร่วมมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์กับประเทศนอกอียูและร่วมจัดทำ guidelines สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ในกรอบ Codex Alimentarius
- การรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้าของเอกชนและระดับประเทศ จะไม่มีการออกกฎระเบียบสำหรับเรื่องนี้ แต่จะออก good practice guidelines เพื่อลดความสับสนสำหรับผู้บริโภค และศึกษาแนวทางในการจัดตั้ง องค์กรกำหนดมาตรฐานสินค้าอาหารในรูปแบบเดียวกับ European Committee for Standardization หรือ CEN องค์กรในการกำหนดและรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมโดยสมัครใจ (voluntary European Standards หรือ ENs)
- นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำกรอบสำหรับการติดฉลากanimal welfare และศึกษาความเป็นไปได้ในการขยาย Eco label ให้รวมใช้กับอาหารและอาหารสัตว์ ทั้งนี้ จะพิจารณาเรื่องการติดฉลากในส่วนที่เกี่ยวกับ carbon footprint ด้วย
คาดว่าที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรอียูในวันที่ 22-23 มิ.ย. จะพิจารณารับรองข้อเสนอเรื่องนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำร่างกฎหมายเพื่อเสนอให้มีผลบังคับใช้ภายในอี ยูต่อไป
ทั้งนี้ การเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารแนวนโยบายนี้เป็นที่น่าติดตาม เนื่องจากจะมีผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อจำหน่ายในตลาดอียูใน อนาคตด้วย







