International Business Times Thailand

Thursday
Mar 11th
Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
Home Focus Business Focus อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล UK

อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล UK

E-mail Print PDF

จากการสำรวจอุตสาหรรมแปรรูปอาหารทะเล UK ที่จัดทำโดยองค์กร Seafish ในปี 2008 ภายใต้หัวข้อ “2008 Survey of the UK Seafood Processing Industry” แล้วนำผลที่ได้มาเปรียบเทียบตัวเลขจากการศึกษาในทำนองเดียวกันเมื่อปี 2004 พบว่า

1.  อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของ UK มีขนาดเล็กลง เนื่องจากตัวเลขของจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลง (-20%) และจำนวนโรงงานแปรรูปก็ลดลงเช่นกัน (-15%)  การจ้างงานส่วนใหญ่เกิดจากกิจการแปรรูปอาหารทะเลขนาดใหญ่ที่มีจำนวนอยู่ไม่มากนัก แต่จ้างงานเกือบ 50% จากทั้งหมด

2.  เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลของ UK กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องหันไปพึ่งการนำเข้าอาหารทะเลที่ผ่านการแปรรูปแล้วบางส่วน (partially processed seafood) จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้แปรรูปรายย่อยก็เผชิญกับปัญหาแหล่งวัตถุดิบไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก

2.1.     อุปทานสัตว์น้ำลดลง เพราะเรือประมงของ UK จับสัตว์น้ำหน้าดิน (demersal  species)[1] และสัตว์น้ำผิวน้ำ (pelagic species)[2] ได้ลดลง หากแต่การจับ shellfish (จำพวกหอย ปู กุ้ง) เพิ่มขึ้น

2.2.     ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น เปรียบเทียบจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการใช้ในการซื้อวัตถุดิบกับรายได้ที่ได้รับ (sales revenue) พบว่า ต้นทุนค่าวัตถุดิบในปี 2007 ของผู้แปรรูปขั้นที่สอง (secondary processors) และผู้แปรรูปแบบผสมเพิ่มขึ้นกว่าตัวเลขในปี 2004 แต่ในขณะที่ผู้แปรรูปขั้นต้น (primary processors) มีค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบลดลงเล็กน้อย

3.  เป็นธุรกิจที่ให้ผลกำไรต่ำ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของ UK เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนประกอบการสูง เพราะมีทั้งต้นทุนทางตรง (direct cost)[3] ที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 85% และต้นทุนทางอ้อม (indirect cost)[4] อีก 11% ดังนั้น ธุรกิจจึงเหลือผลกำไรในสัดส่วนที่ต่ำมากและยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่งผลต่อกระทบต่อความน่าลงทุนของธุรกิจ จำกัดโอกาสในการพัฒนาและนวัตกรรมใหม่ๆ ของสินค้า ทั้งนี้ กำไรของภาคธุรกิจแบ่งออกเป็น

3.1.     กำไรจากการดำเนินงาน (operating profit) ตัวเลขลดลงจาก 4.3% ในปี 2004 เหลือ 3.4% ในปี 2007 และหากแบ่งตามประเภทของผู้แปรรูปพบว่า ผู้แปรรูปขั้นต้นมีกำไรจากการดำเนินงานสูงสุด (4.1%) ถัดมา คือ ผู้แปรรูปแบบผสม (3.4%) และผู้แปรรูปขั้นที่สอง (1.1%)

3.2.     กำไรสะสม (retained profit) มีตัวเลขที่สอดคล้องกับกำไรจากการดำเนินงาน นั่นคือ ผู้แปรรูปขั้นต้นมีกำไรสะสมสูงสุด (3.9%) แต่ในขณะที่ผู้แปรรูปขั้นที่สองมีกำไรสะสมน้อยที่สุด (0.5%) และหากเปรียบเทียบตามขนาดของกิจการพบว่า ธุรกิจแปรรูปขนาดเล็กมีกำไรสะสมโดยเฉลี่ยสูงสุด (4.7%) ตามด้วยธุรกิจขนาดใหญ่ (1.4%) และธุรกิจแปรรูปขนาดกลางมีกำไรสะสมลดลง (-0.2%)

4.  อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของ UK ต้องพึ่งการนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้แปรรูปแบบผสมที่แม้มีจำนวนอยู่ไม่มากนักใน UK แต่เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม จากการสำรวจพบว่า ผู้แปรรูปแบบผสมนำเข้าวัตถุดิบโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2004 เป็น 58% ในปี 2007 ในขณะที่การใช้วัตถุดิบที่มาจากการทำสัญญาโดยตรงกับเรือประมงของ UK ลดลงจาก 48% เหลือ 15% สำหรับอาหารทะเลที่นำเข้าเพิ่มขึ้นนั้น (เช่น ปลาทูน่าหรือกุ้ง) ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่านการแปรรูปอีก แต่เป็นการนำเข้าแบบแช่แข็งเพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้ค้าส่งหรือธุรกิจอาหารต่อไป

5.  ตลาดอาหารทะเลมีความเป็นสากลเพิ่มขึ้น (Internationalisation) ทำให้การค้าอาหารทะเลระหว่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูง ดังเช่น ผู้แปรรูปขั้นต้นของ UK ส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปขายทั้งในและนอก EU สูงถึง 32% จากยอดขายทั้งหมด นอกจากนี้ ความเป็นสากลของตลาดอาหารทะเลยังทำให้ผู้แปรรูปรายใหญ่มีแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้นด้วย 

6.    ผลกระทบจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนต่อภาคธุรกิจ 

6.1.     ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แทบจะไม่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ หากแต่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญสำหรับการวางแผนธุรกิจต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม มีผู้ประกอบการบางส่วนเห็นว่ากฏระเบียบที่เพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดน้ำเสียและของเสีย ภาระการจัดการและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อธุรกิจ

6.2.     ประเด็นด้านความยั่งยืน (sustainable)  มีผลกระทบกับผู้แปรรูปรายใหญ่มากกว่ารายย่อย เนื่องจากผู้แปรรูปรายใหญ่จำหน่ายสินค้าให้กับร้านค้าปลีกจำนวนมากที่เรียกร้องเกี่ยวกับประเด็นด้านความยั่งยืนตามความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้น ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลรายใหญ่ส่วนใหญ่ (75%) จึงเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งผ่านการรับรองแล้ว (accredited source)

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

ก)  จากการสำรวจตัวเลขในปี 2008 และเปรียบเทียบกับปี 2004  ได้ข้อสรุปว่า “ผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลของ UK ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งวัตถุดิบมีปริมาณลดลงและมีราคาสูงขึ้น  ส่งผลให้ธุรกิจขนาดใหญ่หันไปพึ่งการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและย่อยต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบภายในประเทศต่อไปหรือยอมรับกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของ UK ยังเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนประกอบการสูง โดยเฉพาะต้นทุนทางตรง จึงเหลือผลกำไรคิดเป็นสัดส่วนต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าลงทุนธุรกิจและพัฒนาการต่อไปในอนาคต”

ในระยะยาวหากไม่มีการแก้ปัญหาดังกล่าว อาจทำให้ผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลบางส่วนตัดสินใจล้มเลิกกิจการไป หรือเปลี่ยนสภาพจากผู้แปรรูป (processors) ไปเป็นผู้ค้า (traders) อาหารทะเลมากขึ้นแทน อันจะกระทบต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของ UK รวมทั้งอำนวยชาวประมงที่มีความสามารถในการแข่งขันลดลง ก็จะเลิกหรือเปลี่ยนอาชีพ ทำให้ปริมาณผลผลิตในประเทศลดลง

ข)  การศึกษานี้ได้ทำขึ้นก่อนเริ่มต้นเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในปลายปี 2008  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ธุรกิจเกือบทุกประเภทประสบปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องทางการเงิน อุปสงค์ในตลาดลดลงเพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง หรือ ผู้ลงทุนตัดสินใจเลื่อนการลงทุนออกไป นอกจากนี้ ยังมีวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันพิ่มสูงขึ้นร่วมด้วยตั้งแต่ปลายปี 2007 เป็นต้นมา ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านต้นทุนวัตถุดิบ (สินค้าประมง) และต้นทุนการขนส่ง วิกฤติการณ์ทั้งสองนี้น่าจะยิ่งส่งผลกระทบในทางลบต่ออุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลของ UK ไม่มากก็น้อย 

ค)  สหภาพยุโรปมีกฏระเบียบที่ควบคุมการทำประมงอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการทำประมงอย่างยั่งยืนและเพื่อประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น การกำหนดโควต้าการจับปลา, กำหนดช่วงระยะเวลาที่อนุญาตให้จับปลาได้ หรือ ควบคุมขนาดของปลาที่จับได้) ในแง่หนึ่ง กฏระเบียบเหล่านี้ทำให้เกิดผลดีต่อชาวประมงและอุตสาหกรรมประมงในระยะยาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับทำให้ผู้แปรรูปอาหารทะเลรู้สึกว่ากฏระเบียบที่ควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ลดลงและอุปทานสัตว์น้ำที่เป็น “black fish” หมดไปจากตลาด ดังนั้น ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจึงเกิดขึ้น

ง)  จากประเด็นแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบสินค้าประมงใน UK คาดว่าจะมีผลเชื่อมโยงกับกฎระเบียบ IUU ของ EU ที่จะมีผลปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2010 (กำหนดให้สินค้าประมงต้องมี Catch certificate กำกับ)  โดยกฎระเบียบใหม่นี้จะส่งผลทางอ้อมให้ต้นทุนการผลิตในภาคประมงของประเทศที่สามสูงขึ้น และทำให้ราคาต้นทุนสินค้านำเข้า ซึ่งจะทำให้สินค้าที่ผลิตใน EU สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ดังนั้น ถ้าไทยมองจากประเด็นนี้ จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของไทยในการขยายการส่งออกสินค้าประมงจำพวกกุ้งแช่แข็ง หรือ เนื้อปลาแช่แข็ง ไปยังตลาดดังกล่าว โดยเฉพาะหากไทยสามารถควบคุมต้นทุนการจัดการ IUU ให้อยู่ในระดับต่ำ สินค้าไทยก็จะสามารถแข่งขันได้ทั้งระดับราคาและเป็นสินค้าที่ปราศจากการทำประมงผิดกฎหมาย ช่องทางตลาดก็จะเปิดรับมากขึ้น
 

ที่มา : www.thaieurope.net

 

Hot topic

 

คำต่อคำ รมว.คลังจีน ทำไมต้องมีกองทุนการเงินอาเซียน?

 

เปิด R3E

 

ส่งออกกล้วยไม้

กล้วยไม้ไทย  สินค้าบ่งบอกเอกลักษณ์ของถิ่น...

Who's Online

We have 4 guests online